6bjbahabi686feaed7i7a

ปอท.ไขข้อข้องใจคดี‘จ้า’แม่จ่านิว

ปอท.ไขข้อข้องใจคดี‘จ้า’แม่จ่านิว

6bjbahabi686feaed7i7a

           จากประเด็นร้อนทางการเมือง กรณี “พัฒน์นรี” หรือ หนึ่งนุช ชาญกิจ มารดาของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหาร่วมกันกระทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ร่วมกับ “บุรินทร์ อินติน” แม้จะได้รับการประกันตัวให้ออกมาต่อสู้คดี โดยที่สังคมต่างวิพากษ์วิจารณ์คดีดังกล่าวอย่างกว้างขวาง มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและเห็นต่าง

ต่อประเด็นเรื่องนี้ “พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม” ผกก.3 ปอท. ได้ชี้แจง “เครือเนชั่น” ถึงการดำเนินคดีผู้ต้องหาสองคนดังกล่าว เพราะบางฝ่ายวิจารณ์ว่าตำรวจมีหลักฐานเพียงพอกับการดำเนินคดีหรือไม่ และคดีนี้จะไม่ใช่คดีการเมือง

พ.ต.อ.โอฬาร กล่าวว่า ในฐานะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีนี้ ยืนยันว่าการดำเนินคดีกับ “บุรินทร์และมารดาของจ่านิว” มีหลักฐานพอและดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยขออนุมัติศาลในการออกหมายจับ เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหามีทนายความและญาติร่วมฟังการสอบสวน

“สองคนนี้มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ขอเรียนว่ากฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่เขียนตามมาตรฐานสากลและทั่วโลกนำมาใช้ แตกต่างกันในความหนักเบาของโทษ และกระบวนการนำตัวผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กฎหมายฉบับนี้เป็นสิ่งที่คุ้มครองชีวิต ทรัพย์สิน ชื่อเสียง สิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปและคนต่างชาติในประเทศไทย รวมทั้งยังดูแลคนไทยและคนต่างชาติที่อยู่ในต่างประเทศด้วย”

ผกก.3 ปอท. ระบุว่า มาตรา 112 เป็นมาตราที่มุ่งเน้นการคุ้มครองมิให้ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อมิให้พระองค์ท่านเสื่อมเสียพระเกียรติยศประมุขแห่งรัฐ จึงมั่นใจว่ากฎหมายคุ้มครองประมุขแห่งรัฐมีใช้ทั่วโลก แตกต่างกันที่ความหนักเบาของข้อกล่าวหาและการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ขอให้ความรู้เพื่อให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อกับเรื่องนี้ เพราะคดีนี้ แน่นอนว่าการดำเนินคดีนี้มีมากกว่าคำว่า “จ้า” เพราะต้องมีพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงว่าสองคนนี้มีพฤติกรรมร่วมกันในการกระทำความผิด แต่ตอนนี้สังคมตั้งข้อสังเกตกรณีมารดาของจ่านิวในข้อความว่า ”จ้า” โดยบางกลุ่มที่เน้นเรื่องนี้ โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายโจมตีการทำหน้าที่ของเจ้าพนักงาน เพราะข้อความที่มีความผิดนั้นไม่สามารถเผยแพร่ต่อสังคมได้ นอกจากนำไปดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น

“ผมมั่นใจว่าข้อความที่ดำเนินคดีนี้ มี 8 ประโยค แบ่งเป็นข้อความของมารดาจ่านิว 3 ข้อความ โดยหนึ่งในนั้นคือคำว่า “จ้า” และข้อความของบุรินทร์ 5 ข้อความ ทั้งสองคนนี้คุยกันในฐานเข้าข่ายความผิดมาตรา 112”

ส่วนประเด็นที่สังคมออนไลน์วิจารณ์ว่าหากเกิดกรณีใกล้เคียงกับคดีนี้ โดยมีบางคนส่งข้อความที่เข้าข่ายความผิดมาตรา 112 แล้วตัวเราไม่ตอบกลับใดๆ หรือไม่ตำหนิกลับไป จะมีความผิดหรือไม่นั้น ผกก.3 ปอท. อธิบายว่า ขอเรียนว่ากฎหมายระบุไว้ชัดว่า ความผิดนั้นเกิดจากเจตนาที่เล็งเห็นผล ประสงค์ต่อผล หรือละเว้นให้เกิดผลนั้น หากถามว่าถ้าตัวเราเห็นข้อความที่บางคนส่งให้เรา อาจเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 แต่เราอ่านเฉยๆ แล้วนิ่ง ไม่ตอบกลับ ปิด หรือไม่สนใจ ถือว่าไม่มีความผิด หรือเราอ่านแล้วตอบกลับไปว่า ไม่เห็นด้วย หรือตอบกลับไปว่า หากทำแบบนี้จะผิดกฎหมาย ถือว่าไม่มีความผิด

“แต่หากเข้าไปคุยต่อเนื่องให้มีความผิดออกมา จะถือว่ามีความผิดตามมาตรา 112 ถือว่าร่วมกันกระทำความผิด เพราะสองคนร่วมกันกระทำความผิดในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา 112 ระบุไว้ชัด รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 85 ตรงนี้ถือว่าเป็นวิจารณญาณของประชาชนทั่วไป ที่ต้องรู้ว่าหากกระทำสิ่งใดไปนั้นจะมีความผิดหรือไม่ ผู้ต้องหาจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ เพราะกฎหมายเขียนขึ้นมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ทุกคนในสังคมต้องรู้ว่าสิ่งใดกระทำแล้วมีความผิดหรือไม่”

พ.ต.อ.โอฬาร กล่าวอีกว่า กฎหมายคุ้มครองประชาชน เพราะหากเกิดการหมิ่นประมาทของประชาชนทั่วไป ประชาชนก็แจ้งความได้ และมาตรา 112 คุ้มครองประมุขของรัฐที่มีอัตราโทษที่สูงขึ้น มาตรานี้ไม่ใช่กฎหมายพิเศษ เพราะเป็นมาตราที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศชื่อเสียงประมุขของรัฐ และไม่ใช่เรื่องคดีทางการเมือง ยืนยันว่าการกระทำผิดกฎหมายอาญา เช่น การด่าทอและใส่ร้ายผู้อื่น ไม่ใช่การแสดงความเห็นต่าง และการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากกระทำความผิดแบบนี้ไม่ใช่การละเมิดสิทธิมนุษยชน

จึงขอความกรุณาทุกฝ่ายที่รับทราบเรื่องนี้ ขอให้คิดว่ามีสองฝ่าย คือผู้ต้องหากับผู้เสียหาย ถามว่าผู้เสียหายมีฝ่ายเดียวและไม่เคยตอบโต้กับการถูกกล่าวหา เจ้าหน้าที่รัฐต้องปกป้อง แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่ออกมาปกป้องสองคนที่กระทำล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้บริสุทธิ์และเสียหายคนหนึ่งนั้น ถามว่าหัวใจทำด้วยอะไร ทำไมมองแค่คนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมายแล้วส่งฟ้อง แต่ไม่มองผู้เสียหายที่ถูก

ละเมิด ทำไมไม่สนใจความรู้สึกนั้น ทั้งที่ประชาชนทั่วไปและคนที่เสียชีวิตไปแล้วหากโดนหมิ่นประมาท กฎหมายยังคุ้มครอง

“การดำเนินคดีนี้ ไม่ใช่การกระทำที่เกินกว่าเหตุ หากจะยกเรื่องการเมืองมาเกี่ยวกับคดีนี้ คงไม่ใช่ หากมีใครอ้างแบบนี้แสดงว่าอาจแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง เพราะการกระทำผิดตามมาตรา 112 เจ้าหน้าที่กระทำตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ ขออธิบายง่ายๆ ว่าการใส่ร้ายคนอื่นย่อมมีความผิด หากใครรับฟังแล้วไปขยายความต่อหรือยุยงให้มีการกระทำผิด มันไม่ต้องตีความใดๆ วิญญูชนย่อมรู้ว่าสิ่งใดควร ไม่ควรกระทำ”

พ.ต.อ.โอฬาร กล่าวตอนท้ายว่า ยืนยันว่าพยานหลักฐานได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้บุคคลที่มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในรัฐติดตามเรื่องนี้และแจ้งความต่อตน ตนจึงสืบสวนสอบสวนแล้วส่งฟ้องต่อศาล และขออนุมัติหมายจับดำเนินคดี มันเป็นขั้นตอนปกติทางกฎหมาย

“ไม่มีการใช้อำนาจเถื่อนใดๆ ในคดีนี้ ตามที่บางฝ่ายกล่าวอ้าง และเจ้าหน้าที่ไม่ได้ข่มขู่หรือทำร้ายร่างกายใดๆ หากสองคนนี้ให้ข้อมูลต่อสังคมก่อนเข้าสู่กระบวนการสอบสวนถือว่าสมัครใจให้ข้อมูลด้วยตัวเอง เจ้าหน้าที่ให้สิทธิทางกฎหมายกับสองคนนี้ตามที่กฎหมายระบุไว้ แล้วจะละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างไร และขอเตือนสังคมว่าการกระทำผิดกฎหมายอาญาต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน” ผกก.3 ปอท.ระบุ

ที่มา : www.komchadluek.net

สนับสนุนโดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี